Slide Meaw Meaw

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

รายชื่อสายพันธ์แมว

แมวขนยาวแท้และกึ่งขนยาว
บริติชขนยาว (British Longhair)
ชานทิลลี (Chantilly or Tiffany)
หิมาลายัน (Himalayan)
จาวานีส (Javanese)
เมนคูน (Maine Coon)
เนบีลัง(Nebelung)
นอร์เวเจียนฟอเรสต์ (Norwegian Forest)
โอเรียนทัลขนยาว (Oriental Longhair)
เปอร์เซียน (Persian)
แร็กดอลล์ และ รากามัฟฟิน (Ragdoll and Ragamuffin)
ไซบีเรียน (Siberian)
เทอร์คิชแวน (Turkish Van)
เทอร์คิชแองโกรา (Turkish Angora)
ยอร์กช็อกโกแลต (York Chocolate)

แมวขนสั้นแท้
อะบิสซิเนียน (Abyssinian)
อเมริกันขนสั้น (American Shorthair)
ออสเตรเลียนมิสต์ (Australian Mist or Spotted Mist)
บอมเบย์ (Bombay)
บริติชขนสั้น (British Shorthair)
เบอร์มีส (Burmese)
เบอร์มิลลา (Burmilla)
แคลิฟอร์เนียสแปงเกิลด์ (California Spangled)
ชาร์ตรู (Chartreux)
คัลเลอร์พอยต์ขนสั้น (Colorpoint Shorthair)
อียิปเทียนมัว (Egyptian Mau)
ยูโรเปียนขนสั้น (European Shorthair)
เอกโซติก (Exotic)
ฮาวานาบราวน์ (Havana Brown)
โคราช (Korat)
อ็อกซิแคต (Ocicat)
โอเรียนทัลขนสั้น (Oriental Shorthair)
รัสเซียนบลู (Russian Blue)
สยามีส หรือ วิเชียรมาศ (Traditional Siamese or Applehead Siamese)
สิงหปุระ (Singapura)
สโนว์ชู (Snowshoe)
โซโกเก (Sokoke)
โซมาลี (Somali)
ตองกินีส (Tonkinese)

แมวที่เกิดจากการดัดแปลงพันธุกรรม
อเมริกันบ็อบเทล (American Bobtail)
อเมริกันเคิร์ล (American Curl)
อเมริกันไวร์แฮร์ (American Wirehair)
คอร์นิชเรกซ์ (Cornish Rex)
ซิมริก (Cymric)
ดีวอนเรกซ์ (Devon Rex)
เยอรมันเรกซ์ (German Rex)
แจแพนีสบ็อบเทล (Japanese Bobtail)
ลาเปิร์ม (LaPerm)
แมงซ์ (Manx)
มึนชกิน (Munchkin)
โอโจสแอซูเลส (Ojos Azules)
เพเทอร์บัลด์ (Peterbald)
พิกซีบ็อบ (Pixie-bob)
เซลเกิร์กเรกซ์ (Selkirk Rex)
สกอตติชโฟลด์ (Scottish Fold)
สฟิงซ์ (Sphynx)

แมวที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์

ที่มา : http://www.wikipedia.com/

ประวัติน้องแมว

แมว เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Felis silvestris catus อยู่ในตระกูล Felidae ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับสิงโตและเสือดาว ต้นตระกูลแมวมาจากเสือไซบีเรียน ซึ่งมีช่วงลำตัวตั้งแต่จมูกถึงปลายหางยาวประมาณ 4 เมตร แมวที่เลี้ยงตามบ้าน จะมีรูปร่างขนาดเล็ก ขนาดลำตัวยาว ช่วงขาสั้นและจัดอยู่ในกลุ่มของประเภทสัตว์กินเนื้อเป็นอาหาร มีเขี้ยวและเล็บแหลมคมสามารถหดซ่อนเล็บได้เช่นเดียวกับเสือ สืบสายเลือดมาจากแมวป่าที่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งลักษณะบางอย่างของแมวยังคงพบเห็นได้ในแมวบ้านปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นแมวพันธุ์แท้หรือแมวพันธุ์ทาง
แมวเข้ามาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของแมวคือการทำมัมมี่แมวที่ค้นพบในสมัยอียิปต์โบราณ หรือในพิพิธภัณฑ์อังกฤษในกรุงลอนดอน มีการแสดงสมบัติที่นำออกมาจากปิรามิดโบราณแห่งอียิปต์ ซึ่งรวมถึงมัมมี่แมวหลายตัว ซึ่งเมื่อนำเอาผ้าพันมัมมี่ออกก็พบว่า แมวในสมัยโบราณทุกตัวมีลักษณะใกล้เคียงกัน คือเป็นแมวที่มีรูปร่างเล็ก ขนสั้นมีแต้มสีน้ำตาล มีความคล้ายคลึงกับพันธุ์ในปัจจุบัน ที่เรียกว่าแมว Abyssinian

ลักษณะเฉพาะ
แมวเป็นสัตว์เลือดอุ่นที่มีรูปร่างเพรียว มีหางยาว และบังคับหางได้ มีใบหน้าที่เรียวและโครงหน้าแหลมเช่นเดียวกับเสือและสัตว์อื่น ๆ ในวงศ์เดียวกัน เป็นสัตว์ที่มีเล็บแหลมคม และมีตาที่สามารถมองเห็นในเวลากลางคืนได้ดี แมวจะนอนหลับในเวลากลางวัน และตื่นในเวลากลางคืน (ซึ่งมันปลุกเราตลอดเลย T T)

ความสำคัญทางเศรษฐกิจ
แมวเป็นสัตว์เลี้ยงคลายเหงาที่นิยมมากชนิดหนึ่งใกล้เคียงกับสุนัข แมวบางสายพันธุ์เช่น แมวสีสวาด และแมววิเชียรมาศ เป็นแมวไทยที่สวยงามเป็นที่ชื่นชอบทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในฐานะประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของสายพันธุ์ มีการเลี้ยงเพื่อเพาะพันธุ์เพื่อขาย ถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ นอกจากนี้อุจจาระของแมวสามารถนำมาทำปุ๋ยได้

ที่มา www.wikipedia.com
หางแมวบอกอารมณ์
ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารทั้งมนุษย์และสัตว์แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ ภาษาพูด (ใช้เสียง) และภาษาท่าทาง (เป็นการใช้อวัยวะประกอบในการสื่อสาร) แมวสามารถใช้ หางในการสื่อสาร บ่งบอกถึงอารมณ์ของมัน(เช่น เดียวกันกับสัตว์ชนิดอื่นๆ) เรามาดูกันว่าเจ้าเหมียวมีวิธีการแสดงความรู้สึกผ่านทางหางของมันอย่างไรบ้าง

ถ้าหางม้วนห้อยลง แต่ส่วนปลายหางม้วนชี้ขึ้น : แสดงว่าแมวตัวนี้กำลังรู้สึกสบายและผ่อนคลาย
ถ้าหางของมันยกขึ้นเล็กน้อยและม้วนเล็กน้อยอย่างนุ่มนวล : แสดงว่าแมวตัวนี้กำลังรู้สึกเริ่มที่จะสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ถ้าหางของแมวตั้งขึ้น แต่ปลายหางเอียง ไม่ว่าจะเป็นการเอียงไปข้างหน้า หรือข้างหลัง : แสดงว่าแมวตัวนี้กำลังสนใจและมีความรู้สึกเป็นมิตรต่อสิ่งที่สนใจ
ถ้าหางตั้งตรงและปลายหางตั้งตรงในแนวดิ่ง : แสดงว่าแมวกำลังมีอารมณ์ดี รู้สึกเป็นมิตร เมื่อได้พบกัน
ถ้าหางของแมวตั้งตรง โดยที่หาง หรือปลายหางกระดิก หรือสั้นอย่างนุ่มนวล : แสดงว่าแมวกำลังแสดงความชอบ ความรัก (showing affection).
ถ้าหางของแมวอยู่นิ่งๆ แต่จะมีการกระตุกเป็นครั้งคราว : แสดงว่าแมว รู้สึกว่าถูกรบกวน หรือมีความกังวล ทุกข์
ถ้าหางของแมวนิ่ง แต่ปลายหางมีการกระตุกอย่างหนัก : แสดงว่าแมวกำลังรู้สึกโกรธมาก
ถ้าหางของแมวสะบัดอย่างรุนแรงจากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง : แสดงว่าแมวกำลังโกรธ
ถ้าหางแมวเหยียดตรงชี้ขึ้น แต่ขนที่หางลุกชัน : แสดงว่าแมวกำลังดุร้ายก้าวร้าว
ถ้าหางของแมวโค้งและขนตั้งชัน : แสดงว่าแมวอาจจะตรงเข้าทำร้ายได้ ถ้ามีการกระตุ้นเร้าเพิ่มอีก
ถ้าหางของแมวทอดตัวต่ำลงและลุกพองออก : แสดงว่าแมวกำลังกลัว
ถ้าหางของแมวยกขึ้นและขนลุกพองออก ทำให้ดูเหมือนมีหางขนาดใหญ่ : แสดงว่าแมวอาจจะ มีความสุขไปกับการวิ่งไล่ขับกันไปรอบๆ
ถ้าหางของแมวลดตัวลงต่ำมาก บางครั้งอาจจะพบว่าซุกอยู่ระหว่างขาหลัง : อาจจะแสดงว่าแมวกำลังยอมแพ้ ถ้าหางของแมวทอดตัวอยู่ด้านใดด้านหนึ่ง และแมวหมอบ หรือย่อตัวอยู่ หรือยกส่วนตะโพกสูงขึ้น :
แสดงว่าแมวตัวเมียตัวนั้นพร้อมที่จะรับการผสมพันธุ์

ข้อสังเกตุ : ต้องคิดอยู่เสมอว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับแมว ณ สถานการณ์นั้น และสิ่งแวดล้อมที่แมวอยู่ อย่าดูอารมณ์ของแมวด้วยอาศัยท่าทางของหางของแมวแต่เพียงอย่างเดียว * แมวมักจะแกว่งหางเมื่อมันกำลังมีอารมณ์ดี

การฝึกแมว

การฝึกแมว
ด้วยนิสัยอิสระและทำทุกอย่างตามใจตัวเอง ทำให้หลายคนคิดว่าแมวเป็นสัตว์ที่ฝึกไม่ได้ แต่จริง ๆ แล้วสามารถฝึกแมวได้เช่นเดียวกับสุนัข ซึ่งก็ควรฝึกแมวตั้งแต่ยังเล็กอยู่
การฝึกแมวนั้นก็มีหลักเช่นเดียวกับการฝึกสุนัข ซึ่งได้มาจาการศึกษาพฤติกรรมของสัตว์ที่เรียกว่า "การตอบสนองอย่างมีเงื่อนไข " ตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือ " ทำดีมีรางวัลทำผิดโดนลงทัณฑ์ " เมื่อสัตว์ทำถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของคน จะได้รับรางวัลซึ่งอาจเป็นตั้งแต่ คำชม สัมผัส เช่น การลูบหัวไปจนถึงการได้รับของกิน เช่น ขนม อาหาร เป็นต้น เมื่อกระทำผิดคำสั่งอาจถูกดุโดยใช้น้ำเสียงที่หนักแน่นต่างจากปกติ หรือกระตุกเชือกที่คล้องคออยู่ นอกจากนี้อาจลงโทษโดยวิธีอื่น ๆ อีกเช่น การกักบริเวณ โดยใช้วิธีผูก หรือ ขังกรง การตีโดยใช้กระดาษหนังสือม้วนเป็นท่อนตีพอเป็นการเตือนที่บริเวณสะโพก เป็นต้น
:: ฝึกนิสัยการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับคน ::
ก่อนฝึกแมวในหลักการนี้ผู้เป็นครูต้องมีความรู้เกี่ยวกับนิสัยและพฤติกรรมของแมวนักเรียน พอสมควร แมวเป็นสัตว์หน้าซื่อใจคด (หน้าไหว้หลังหลอก) มีทั้งเล่ห์เหลี่ยมและความไร้เดียงสา ซึงต้องการขัดเกลา แมวไม่ซื่อและรักเจ้าของอย่างจริงใจเหมือนกับสุนัข การฝึกจึงต้องใช้ความอดทนที่จะอบรมสั่งสอนด้วยความลำบากใจมากกว่าการเลี้ยงสุนัข แต่ถึงกระนั้นแมวก็ยังเรียนรู้และสามารถฝึกให้มีระเบียบ ว่าง่ายและใช้ประโยชน์ได้ เช่น การเข้าใจกริยาท่าทางของแมวแสดงให้คนรับรู้อารมณ์ เมื่อจะเล่นกับมันควรดูท่าทางของมันก่อนว่าในขณะนั้นอารมณ์ดีพอที่จะเล่นด้วยหรือไม่ ถ้าแมวรู้สึกดีใจที่จะได้พบเจ้าของมันจะรีบวิ่งเข้ามาหาและใช้หางพันแข้งพันขาแสดงความยินดี หูตั้งตรง ตาขยายกลมโต หนวดกระดิก เหล่านี้ ถ้ามีการหยอกเย้าตอบกลับ ลูบหัวลูบตัวมันก็จะเลียมือตอบรับรู้การสัมผัสแสดงความรักตอบ แต่ถ้ามันโกรธ หูแมวจะพับไปทางด้านข้าง หนวดเหยียดตรงไปทางข้างหน้า แกว่งหางไปมาและเตรียมขาตะปบพร้อมกับใช้เล็บแหลมคมข่วน เจ้าของจึงควรระวังอย่าให้คนในบ้านเล่นกับแมวแรง ๆ จนแมวรู้สึกเจ็บ เพราะจะถูกตอบโต้ทันทีทันควัน เมื่อเห็นแมวมีอาการเงียบไม่เคลื่อนไหว ก็อย่าวางใจว่าแมวไม่ทำร้าย ความจริงแมวสามารถซ่อนอารมณ์ไว้ในท่าที เฉยเมย ได้อย่างมิดชิด แต่อาการที่สังเกตง่ายมากคือ เมื่อมีขนตั้งชันแสดงว่ามันกลัว หรือ โกรธและพร้อมที่จะต่อสู้อย่างรุนแรง โดยลวงศัตรูให้ตายใจด้วยท่าทีเฉย ๆ แบบน้ำนิ่งไหลลึก ในขณะเดียวกันแมวก็เป็นสัตว์ที่มีอารมณ์ละเอียดอ่อน และรักเจ้าของด้วยความรักใคร่ มันจะรับรู้ความรักจากมือคนลูบโดยจะหลับตาพริ้มแสดงความสุขใจ บางทีก็ซุกซนกับแก้ม และ ซอกคอคน หางจะกระดิกยกขึ้น เป็นช่วงเวลาที่มันมีความสุขมาก
:: ฝึกเรียกชื่อ ::
แมวรู้จักชื่อตัวเองได้เช่นเดียวกับสุนัข การตั้งชื่อให้แมวควรถือหลักคือ สั้น ออกเสียงจำได้ง่าย มักเป็นชื่อไม่เกิน 2 พยางค์ เมื่อมีชื่อแล้วก็ต้องหมั่นเรียกควรเริ่มฝึกเรียกตั้งแต่ยังเล็ก โตแล้วอาจไม่ได้ผล ยิ่งเรียกบ่อยแมวก็จำชื่อตัวเองได้เร็วขึ้นและเป็นประโยชน์ในการฝึก เมื่อเรียกแมวแล้วแมวเข้ามาหา ก็ควรให้ความสนใจ เป็นการให้รางวัลและตอกย้ำว่ามันเข้าใจถูกต้องแล้ว
:: ฝึกขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง ::ตามธรรมชาติแล้วแม่แมวจะคอยดูแลและสอนวิธีทำความสะอาดแก่ ลูก ๆ เมื่อเริ่มขบวนการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายครั้งแรก เริ่มเมื่ออายุได้ 2 ถึง 3 อาทิตย์ ด้วยวิธีการเลียบริเวณปากทวารหนักหลังจากกินนมหรืออาหารป็นการกระตุ้นให้ลูกแมวขับถ่ายออกมา จึงควรเตรียมจัดถาดทรายตื้น ๆ ไว้ให้แก่ลูกแมวในช่วงนี้ มิฉะนั้นมันจะหาที่ขับถ่ายเองแล้วจะกลายเป็นนิสัยที่แก้ยาก นิสัยการขับถ่ายของแมวนั้นถ้าถูกขังอยู่ในกรงเมื่อปวดท้องเขาจะแสดงอาการคุ้ยพื้น ตะกุยกรงขอร้องอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเจ้าของไม่ใส่ใจสังเกตแล้วขังไว้หลายชั่วโมง แมวจะอั้นอุจจาระ และ ปัสสาวะเอาไว้ จนติดนิสัยกลายเป็นแมวท้องผูกทำให้กระเพาะปัสสาวะยืด แมวบางตัวสามารถอั้นได้หลายวันหรืออาจนานถึง 7 วัน สภาพเช่นนี้น่าสงสารมากซึ่งไม่ควรละเลย
ถ้าแมวไม่ขับถ่ายในถาดที่เคยใช้อยู่เป็นประจำแล้ว วิธีแก้ไขก็คือเปลี่ยนทรายในถาดใหม่ หรือขยายกระบะให้ใหญ่ขึ้น การลงโทษแมวด้วยวิธีการรุนแรงต่าง ๆ จะไม่ได้ผล ควรรีบทำความสะอาดพื้นห้องที่เปรอะเปื้อนให้หมดกลิ่นเพราะลูกแมวจะจำกลิ่นของมันได้และย้อนกลับมาถ่ายที่เดิมอีก เราอาจสอนให้แมวขับถ่ายนอกบ้านได้อย่างง่าย ๆ แต่ต้องเตรียมที่ทางให้มันเข้าออกได้ง่ายโดยใช้บานปแระตูปิดเปิดสำหรับแมวโดยเฉพาะ โดยทั่วไปจะทำเป็นบานสปริง การสอนให้แมวรู้จักและใช้ บานเปิดต้องใช้ความอดทน แรก ๆ แมวอาจจะกลัวการถูกบานประตูหนีบขณะที่ผ่านเข้าออก ตอนแรกอาจจะคอยช่วยเหลือจับบานประตูไว้ให้แมวเข้าออกได้ก่อน จากนั้นจึงพยายามปล่อยให้แมวเข้าออกโดยใช้เส้นทางนี้ แล้ว ค่อย ๆ ลดความช่วยเหลือลง จนในที่สุดแมวจะคุ้นเคยและสามารถใช้อุ้งเท้าผลักบานประตูเปิดออกเอง
:: การฝึกแมวในสายฝึก ::
ตรงกันข้ามกับความเชื่อที่คนส่วนใหญ่ว่าไม่สามารถฝึกแมวเหมือนกับสุนัขได้ แต่ที่จริงแล้วแมวจำนวนมากสามารถฝึกโดยให้อยู่ในสายฝึกได้อย่างไรก็ตามการฝึกแมวในสายฝึกจะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แมวบางตัวจะทำตัวเรียบร้อยเหมือนสุนัขในสนามประกวดแต่แมวส่วนใหญ่ชอบหยุดนิ่งและมองไปรอบ ๆ จึงควรฝึกแมวในสายฝึกโดยจูงแมวให้เดินเล่นในบ้านก่อน
การฝึกแมวในสายฝึกก็อาศัยหลักการเบื้องต้น เช่นเดียวกับการฝึกชนิดอื่น ๆ ซึ่งต้องมีเครื่องมือฝึกที่เหมาะสมมีความอดทนและส่งเสริมให้กำลังใจ เนื่องแมวเป็นสัตว์ที่มีนิสัยนุ่มลึก มีความรู้สึกเร็ว ถ้าใช้กำลังในการฝึกจะไม่สามารถบรรลุผลได้เลยตรงข้ามต้องแสดงความรัก แสดงให้รู้ว่าต้องการให้มันทำและพยายามชักชวนให้ทำตามที่เราต้องการ
ก่อนเริ่มการฝึก ควรหาอุปกรณ์ที่ดีเพื่อป้องกันไม่ให้แมวหนีหรือเป็นอันตรายได้ เพราะคอของแมวนั้นค่อนข้างบอบบางกว่าคอของสุนัข ปลอกคอจะไม่เหมาะกับการฝึกในสายฝึกมากนัก ควรเปลี่ยนจาปลอกคอเป็นอานที่มีขนาดเบา ลักษณะเป็นอานเลข 8 หรือรูปตัว H มีสายหนึ่งพาดผ่านลำตัวหลังขาหน้าอานดังกล่าวต้องพอดีไม่รัดแน่นจนเกินไป ห่วงโลหะที่อยู่ ช่วงกลางของอานจะเป็นที่ฝึกสายเหนือส่วนหลังของแมวสายฝึกควรเบาและสั้นไม่ควรยาวเกิน 5 ฟุต มีที่จับเป็นห่วงคล้องข้อมือของผู้ฝึกได้ เพื่อว่าหากมีอันตรายอะไรเกิดขึ้นกับแมว ก็สามารถอุ้มมันขึ้นมาทันท่วงที ก่อนที่จะเริ่มฝึกแมวในสายฝึกนี้ต้องทำให้แมวเคยชินหรือยอมรับกับการใส่อานก่อน ไม่ว่าแมวนั้นจะอายุน้อยหรือมาก เทคนิคที่ใช้ได้เหมือนกัน ประการแรกควรเตรียมอาหารสำหรับให้เป็นรางวัล เริ่มขั้นแรกในบ้านที่ปลอดภัยก่อน โดยสวมอานให้ปราศจากการฝึก แมวอาจนอนกลิ้งโดยเอาสีข้างลงและไม่ยอมขยับเขยื้อนหรือวิ่งหนี ไม่ว่าอยู่ในลักษณะไหนก็อย่าได้กังวล ให้รางวัลแก่แมวแล้วรอดู เมื่อแมวยืนขึ้นแล้วเดินมาหาครูฝึก ให้รางวัลทันที ให้อานอยู่ที่ตัวแมวสัก 10 นาทีในแต่ละครั้ง ทำซ้ำอย่างนี้สองถึงสามครั้งต่อวัน เมื่อแมวรู้สึกชินกับอานก็ให้เกี่ยวสายฝึกกับอานได้ ต่อไปเป็นการฝึกขั้นที่สอง สอนให้แมวเดินในสายฝึก ผู้ฝึกถือสายฝึกอยู่ในมือให้ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกับกระตุกสายฝึกอย่างนุ่มนวลหากแมวเดินตามก็ให้รางวัลด้วยอาหารที่เตรียมไว้ หลังจากฝึกจนเป็นผลสำเร็จเป็นเวลาหลายวันแล้วก็ค่อย ๆ ลดการให้อาหารเป็นรางวัลลง การจูงแมวอาจจูงให้เดินไปทางขวาหรือทางซ้ายมือของผู้ฝึกหากแมวเดินเดินอยู่ทางซ้ายมือก็จะพันสายจูงเข้ากับข้อมือขวาและบังคับแมวด้วยข้อมือซ้ายในกรณีที่มีปัญหาอาจจะอุ้มแมวด้วยมือซ้อายและยึดสายฝึกให้อยู่กับที่โดยอาศรัยมือขวาหากแมวดิ้นพยายามจะหนีจากสายฝึก ขอให้อดทนและสุภาพ แต่ถ้าแมวปฏิบัติได้ดี เช่น เดินตามไปก็ให้รางวัลทันที เมื่อแมวเดินตามทางที่กระตุกสายจูงแบบนุ่มนวลก็ให้ดำเนินการฝึกขั้นที่สามต่อไป คือการฝึกนอกบ้าน การนำแมวออกเดินนั้นค่อนข้างจะแตกต่างไปจากการจูงสุนัขเดินเล่นเพราะแมวจะไวต่อสิ่งกระตุ้นแวดล้อมรอบตัว เช่น แมวมักจะหยุดดมดอกไม้หรือจ้องมองสิ่งของที่เคลื่อนไหวอยู่นาน ๆ ก็ต้องทำใจ อย่าบังคับให้แมวเดินเร็วเกินไป ควรเดินแบบช้า ๆ เดินให้สนุกเพื่อให้แมวรู้สึกสนุกด้วย ควรเตรียมใจที่จะเดินแล้วหยุด หยุดแล้วเดินอยู่บ่อย ๆ หากแมวเกิดความกลัวก็อย่าพยายามพาแมวเดินออกนอกบ้าน หากจะสอนให้แมวเดินตามโดยไม่มีสายฝึกก็ใช้วิธีเดียวกับที่ได้กล่าวมาข้างต้น อย่างไรก็ตามการฝึกแบบนี้ไม่ควรทำ เพราะแมวอาจจะตื่นกลัวและวิ่งหนีจนตามจับไม่ทัน และอาจสูญหายได้
ควรจำไว้ว่า การฝึกแมวในสายฝึกนี้ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ แต่การฝึกจะช่วยให้ สัมพันธภาพระหว่าง เจ้าของกับแมวดีขึ้น หากทำสำเร็จแล้วแมวจะไม่ต่อต้านและเต็มใจจะเดินไปไหน ๆ ด้วย ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า ควรฝึกด้วยความระมัดระวังและให้เกิดความสนุกสนาน

ที่มา : http://www.catandkittenstory.com/cat-prac.asp

ว่าด้วยเรื่องของวัคซีนน้องแมวและน้องหมา

สุขภาพโดยรวมของแมววัคซีนสามารถช่วยป้องกันแมวจากโรคติดเชื้อได้ แต่ท่านไม่ควรจะละเลยปัจจัยอื่นที่สำคัญพอ ๆ กัน ในการทำให้แมวของท่านมีสุขภาพดี ได้แก่ เรื่องอาหาร และการควบคุมพยาธิ สัตวแพทย์จะเป็นผู้ช่วยเหลือให้ท่านมั่นใจว่าท่านได้ให้การเลี้ยงดู และป้องกันอย่างดีที่สุดแก่แมวที่ท่านรัก และให้ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อช่วยให้แมวของท่านมีสุขภาพดี และยืนยาว โปรดระลึกไว้เสมอว่า แนวทางการป้องกันโรคเหล่านี้ในแมว ก็คือการนำแมวไปฉีดวัคซีนซึ่งได้ผลมากกว่า 90 % โอกาสจะเกิดโรคจะลดน้อยลงเหลือเพียง 5 - 10 % หรือถ้าเกิดโรคก็จะไม่รุนแรงมากนัก แมวต้องพึ่งพาท่าน ท่านเป็นผู้เดียวที่สามารถให้การดูแลอย่างดีที่สุดแก่เขา โปรดพาเขาไปพบสัตวแพทย์ อย่างสม่ำเสมอ

วัคซีนทำงานได้อย่างไร
การฉีดวัคซีนจะช่วยในการป้องกันโรคแต่ไม่ได้ช่วยในการรักษา ในวัคซีนจะประกอบด้วยเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่มีการเปลี่ยนแปลง จนไม่สามารถก่อโรคได้ เมื่อแมวได้รับวัคซีน ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะผลิตสารที่เรียกว่าภูมิคุ้มกัน ( antibody ) ซึ่งจะมีหน้าที่ต่อต้านเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่ก่อโรคขึ้นเมื่อแมวสัมผัสกับโรคนั้นในเวลาต่อมา ภูมิคุ้มกันเหล่านี้ จะทำลายเชื้อที่ก่อโรคอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการป้องกันโรคด้วยการฉีดวัคซีนกระตุ้นเป็นประจำทุกปีและมีการตรวจสุขภาพแมวอย่างสม่ำเสมอ


ทำไมลูกแมวจึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีนหลายเข็ม
ลูกแมวที่ยังไม่ได้หย่านมจะได้รับภูมิคุ้มกันจากน้ำนมแม่ที่ช่วยปกป้องลูกแมวจากโรคภัยต่าง ๆ ในช่วงเดือน แรก ๆ ของชีวิตแต่ภูมิคุ้มกันจากแม่เหล่านี้จะรบกวนการฉีดวัคซีน ทำให้วัคซีนไม่ได้ผลดี อย่างไรก็ตามภูมิคุ้มกันจากแม่จะค่อย ๆ ลดลงในช่วง 2 - 3 เดือนแรก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีนให้ลูกแมว 2 - 3 ครั้ง ในช่วงอายุ 6 - 16 สัปดาห์ เนื่องจากถ้าภูมิคุ้มกันจากแม่รบกวนการทำวัคซีนเข็มแรก วัคซีนเข็มต่อ ๆ มาจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายลูกแมวผลิตภูมิคุ้มกันตัวเองต่อโรคนั้น ๆ ได้

โปรแกรมการป้องกันโรค------------ 3 - 4 --- สัปดาห์ ตรวจอุจจาระ ถ่ายพยาธิ ---------------- 9 --- สัปดาห์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัด + โรคระบบหายใจ + โรคช่องปากและลิ้นอักเสบ , Felocell CVR ------------ 9-10 --- สัปดาห์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรค ลิวคีเมีย , Leukocell 2 ------------ 12-13 - สัปดาห์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรค ลิวคีเมีย ครั้งที่ 2 , Leukocell 2 ---------------- 3 --- เดือน ฉีดวัคซีนป้องกันโรค พิษสุนัขบ้า และถ่ายพยาธิ , Defensor 3 ------------ 3-3.5 -- เดือน ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัด + โรคระบบทางเดินหายใจ + โรคช่องปากและลิ้นอักเสบ ครั้งที่2 , Felocell CVR - ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัด + โรคระบบหายใจ + โรคช่องปากและลิ้นอักเสบ โรคลิวคีเมีย และโรคพิษสุนัขบ้าซ้ำทุก ๆ ปี และถ่ายพยาธิซ้ำทุก ๆ 6 เดือน โปรแกรมอาจเปลี่ยนแปลงตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ของท่าน

โรคของแมวที่ต้องฉีดวัคซีน
"ภัยร้ายใกล้..แมวคุณ"-------- แมวแหมียว เป็นสัตว์ที่รักอิสระ มีนิสัยชอบท่องเที่ยว ซึ่งวิถีชีวิตแบบนี้ อาจนำเจ้าเหมียวให้ไปสัมผัสกับสัตว์อื่นๆ ทำให้มีโอกาสติดโรคต่างๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย มีโรคต่างๆ หลายชนิดที่เมื่อแมวเป็นแล้วมักจะถึงแก่เสียชีวิต ได้แก่โรคมะเร็งเม็ดเลือด ( Feline Leukemia) โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบชนิดติดเชื้อ (Feline Infectious Peritonitis)และโรคพิษสุนัขบ้า ( Rabies ) โรคไข้หัดแมว ( Feline Distemper ) โรคระบบทางเดินหายใจในแมว (Feline Respiratory Disease ) ส่วนโรคอื่นๆก็อาจเป็นอันตรายกับลูกแมว หรือทำให้แมวโตเต็มวัยมีสุขภาพถดถอยได้ -------- ยังนับว่าเป็นโชคดีที่มีวัคซีนเพื่อป้องกันโรคสำคัญๆในแมว วัคซีนจะช่วยปกป้องแมว จากเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ -------- การป้องกันจะเป็นหลักประกันว่า ท่าได้ให้คุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดให้กับแมว ของท่านและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า การรักษาเมื่อแมวเป็นโรคนั้น การฉีดวัคซีนให้แมวเป็นวิธีที่ดีที่สุด และราคาถูกที่สุดในการป้องกันโรคต่างๆถ้าท่านเลี้ยงแมวโดยไม่รัการฉีดวัคซีนตามโปรแกรม แมวของท่านอาจล้มป่วยด้วยโรคที่ร้ายแรง อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โปรดปรึกษาสัตวแพทย์ ถึงการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคติดต่อในแมว 1. โรคมะเร็งของเม็ดเลือดในแมว ( Feline Leukemia )-------- โรคลิวคีเมียของแมวเกิดจากเชื้อไวรัส FeLV ซึ่งจะทำลายเซลล์ในระบบการสร้างภูมิคุ้มกันของแมวทำให้แมวไม่สามารถต่อสู้กับการติดเชื้ออื่น ๆ เช่นปอดอักเสบ นอกจากนี้ไวรัสตัวนี้ยังสามารถก่อให้เกิดมะเร็งในประชากรแมวบางส่วนได้ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เมื่อมีการติดเชื้อไวรัส FeLV แมวบางตัวสามารถกำจัดเชื้อตัวนี้ไปได้และหายจากโรคนี้ แต่ถ้ามีการติเชื้ออย่างถาวรแมวจะเสียชีวิตได้ แมวที่มีสุขภาพอ่อนแออย่างต่อเนื่องหรือเจ็บป่วยจากการติดเชื้อหรือมีไข้ อาจจะเป็นโรคนี้ได้ ปัจจุบันนี้คุณสามารถป้องกันแมวของคุณจากการติดเชื้อโดยฉีดวัคซีนป้องกันโรคมะเร็งของเม็ดเลือดในแมวสอบถามสัตวแพทย์ของท่านเกี่ยวกับโปรแกรมการป้องกันเพื่อสุขภาพที่ดี การฉีดวัคซีนจะเริ่มต้นด้วยการฉีดวัคซีนนี้ 2 เข็ม ห่างกัน 3 สัปดาห์ หลังจากนั้นฉีดซ้ำทุกปี 2. โรคพิษสุนัขบ้า ( Rabies )-------- โรคนี้เป็นโรคของสัตว์สู่คนที่อันตรายที่สุดและสามารถเกิดขึ้นกับสัตว์เลือดอุ่นทุกชนิด ( สุนัข แมว ปศุสัตว์ สัตว์ป่า ) จึงจำเป็นต้องแดวัคซีนให้กับสัตว์เลี้ยงของท่านทุกตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมวที่มีนิสัยชอบท่องเที่ยวและไม่อยู่ติดบ้าน โรคพิษสุนัขบ้านี้เกิดจากไวรัส ที่ทำลายเนื้อเยื่อระบบประสาท โดยมีระยะฟักตัวของโรคตั้งแต่ 10 วันจนถึงหลาย ๆ เดือน สัตว์ที่ติดเชื้อนี้อาจจะหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คน บางตัวอาจแสดงอาการก้าวร้าวผิดปกติ และทำร้ายคน หรือสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ เมื่อสัตว์แสดงอาการของโรคแล้วจะจบลงด้วยการเสียชีวิตเสมอ เชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายโดยการกัดหรือสัมผัสน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อนี้ ดังนั้นเมื่อแมวที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนไปต่อสู้กับสัตว์ที่ติดเชื้อนี้ หรือแผลจากการต่อสู้ ให้สงสัยไว้ก่อนว่ามีการติดเชื้อโรคนี้ ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับแมวเมื่อมีอายุ 12 สัปดาห์ขึ้นไปและฉีดกระตุ้นซ้ำตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ 3. โรคไข้หัดแมว ( Feline Distemper ) -------- โรคนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าโรคลำไส้อักเสบติดเชื้อไวรัสในแมว (Feline Penleukopenia )เป็นโรคที่พบได้ทั่วไปและเกิดในแมวทุกอายุ แมวทุกตัวควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ เนื่องจากไม่สามารถระวังไม่ให้แมวสัมผัสกับเชื้อโรคนี้ได้ โดยเชื้อนี้จะมีผลกับอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดอาการไข้ เบื่ออาหาร อาเจียน ท้องเสีย แสดงสภาวะขาดน้ำ อ่อนเพลีย ตัวสั่นและเดินไม่ตรง แมวอาจตายภายในหนึ่งสัปดาห์ ลูกแมวที่เป็นโรคนี้ 3 ใน 4 ตัว จะตาย แมวที่มีอายุเมื่อเป็นโรคนี้ จะมีอัตราการตาย 50 % ดังนั้นควรฉีดวัคซีนให้แมวเพื่อป้องกันโรคนี้ในลูกแมวอายุน้อยกว่า 12 สัปดาห์ ควรฉีดวัคซีนนี้ 2 - 3 ครั้ง ห่างกัน 2 - 3 สัปดาห์ 4. โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบชนิดติดเชื้อในแมว (Feline Infection Peritonitis) -------- เกิดจากเชื้อไวรัส ถึงแม้ความเสี่ยงของการติดโรคนี้จะต่ำ แต่แมวที่เป็นโรคนี้จะเสียชีวิตเสมอภายใน 6 เดือนหลังจากเกิดโรค แมวจะมีช่องท้องขยายใหญ่ เนื่องจากมีของเหลวสะสมอยู่ มีไข้ น้ำหนักลด และตาเจ็บ 5. โรคระบบทางเดินหายใจในแมว (Feline Respiratory Disease )-------- โรคระบบทางเดินหายใจมักจะแพร่กระจายจากแมวตัวหนึ่งไปอีกตัวหนึ่งได้ง่าย โดยละอองที่ฟุ้งกระจายเมื่อแมวไอ หรือ จาม ลูกแมวที่ป่วยด้วยโรคนี้อาจเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นปอดอักเสบ แมวที่ป่วยมักมีน้ำมูก น้ำตาไหล จมูกและปากมีแผล ตาอักเสบ มีไข้ โรคนี้มักมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่า Feline rhinotracheitis และ Feline calicivirus ในกรณีของ Rhinotracheitis จะมีความรุนแรงกว่าและอาจทำให้แมวที่ตั้งท้องเกิดการแท้งได้ แมวควรไดรับการฉีดวัคซีน ซึ่งจะป้องกันโรคจากไวรัสทั้ง 2 ชนิดนี้ได้ ควรฉีดวัคซีนชนิดใดให้กับแมว มีวัคซีนป้องกันโรคให้แมวอยู่หลายชนิด ซึ่งโปรแกรมการทำวัคซีนจะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ตรงกับความต้องการของตัวสัตว์มีปัจจัยบางอย่างที่สัตวแพทย์ใช้พิจารณา ก่อนที่จะเริ่มทำวัคซีนให้กับแมว -------- - สุขภาพโดยรวม สัตว์ที่มีสภาวะขาดอาหาร หรือป่วย หรือกำลังให้ยาบางอย่างอยู่ อาจไม่ตอบสนองต่อการทำวัคซีน ดังนั้นจึงต้องตรวจสุขภาพก่อนทำวัคซีน -------- - ความเสี่ยงต่อการสัมผัสโรค วัคซีนป้องกันโรคบางอย่างอาจไม่จำเป็นต้องฉีด ถ้าความเสี่ยงต่อการติดโรคนี้มีน้อย -------- - อายุแมววัคซีนส่วนใหญ่ประสิทธิภาพดี เมื่อให้กับลูกแมวที่อย่านมแล้ว เนื่องจากภูมิคุ้มกันจากแม่อาจไปลบล้างการทำงานของวัคซีนได้ -------- - สัตว์ที่มีพยาธิ ( เช่นพยาธิลำไส้หรือหมัด ) หรือมีการติดเชื้อ อาจไม่ตอบสนองความต่อการทำวัคซีนได้ สัตวแพทย์จะเป็นผู้แนะนำโปรแกรมวัคซีนที่เหมาะสมและช่วยให้แมวของท่านมีสุขภาพดีขึ้น การตัดสินใจทำวัคซีน นอกจากโรคไข้หัดแมว และโรคระบบทางเดินหายใจ ที่มีอัตราการป่วยและตายค่อนข้างสูง โรคติดเชื้ออื่น ๆ ในแมวที่ได้รับการฉีดวัคซีนจะมีอัตราต่ำ เช่น โรคพิษสุนัขบ้า < 1 % โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบชนิดติดเชื้อ น้อยกว่า 1 % และโรคมะเร็งของเม็ดเลือด น้อยกว่า 3% แต่โรคเหล่านี้ในแมวขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างรวมถึงสถานะของแมวที่ท่านเลี้ยง อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคสูงขึ้น สัตวแพทย์สามารถแนะนำและให้คำปรึกษากับท่านได้

ที่มา : http://www.geocities.com/kunavut_mail/vaccine05.html

ว่าแล้ว.....พานมสดไปฉีดยาก่อนนะ...

การขับถ่ายของน้องเหมียว

แมวจะมีสัญชาตญาณในการขับถ่ายอยู่แล้วตามธรรมชาติ ซึ่งมันจะพยายามคุ้ยทรายมากลบอุจจาระของมัน แต่เดี๋ยวนี้เค้ามีนวัตกรรมใหม่สำหรับห้องน้ำของเจ้าเหมียว เป็นทรายพิเศษที่สามารถเอาไว้ในบ้านแล้วสอนให้เจ้าเหมียวขับถ่ายได้ แถมไม่มีกลิ่นเหม็นอีกต่างหาก เท่าที่เราเห็นสินค้าเกี่ยวกับทรายแมว หรือห้องน้ำสำหรับแมว เราเห็นมาเราเคยลองใช้มาสามแบบ คือ
1.ทรายพิเศษสำหรับน้องเหมียว คือมีลักษณะเหมือนทรายเม็ดกลมๆ ประมาณสาคูเม็ดเล็กๆ เทลงกระบะ แล้วเอาก้นเจ้าเหมียวไปถูๆกับทราย แล้วก็บอกว่า อึตรงนี้นะ แล้วก็เอามือเค้าคุ้ยๆทราย ทรายนี้มีคุณสมบัติพิเศษตรงที่ มันจะดูดซับและจับตัวเป็นก้อนเมื่อมีของเหลวลงไป ซึ่งจะแก้ปัญหาเรื่องปัสสาวะและอุจาระของแมวได้ เนื่องจากทรายเหล่านี้จะดูดซับกลิ่น และเมื่อแมวขับถ่าย ทรายจะจับตัวเป็นก้อน และเราสามารถตักไปทิ้งได้ง่าย แต่มีข้อเสียตรงที่แมวอาจคุ้ยทรายเลอะเทอะไปนอกกะบะได้
2. เป็นลักษณะของเปลือกไม้นิ่มๆ จะดูดซับกลิ่นได้ดีกว่า(ที่คนขายบอกเรานะ) แต่เราว่า ทรายดีกว่านะในเรื่องของการเก็บกลิ่น
3. เป็นลักษณะของเม็ดคริสตัลเล็กๆ อันนี้เมืองไทยเพิ่งนำเข้ามาจากญี่ปุ่น ราคาแพงมาก ถุงละประมาณสามร้อยกว่าบาท คนขายบอกว่าดูดซับกลิ่นได้ดี มีลักษณะคล้ายๆทราย (เราไม่เคยใช้เพราะเราใช้ทรายปรกติดีกว่า) แต่ถ้าใครเคยลองใช้ ก็บอกเราด้วยนะ ว่ามันดีจริงๆหรือเปล่า

แต่ถ้าวันหนึ่ง แมวเกินไม่ถ่ายในกระบะทรายจะทำไงดี แมวเราก็เคยนะ แต่ที่เราสังเกตและลองทำดู คือกระบะทรายแมวต้องสะอาด ไม่อย่างงั้นมันจะไม่ยอมเข้าไป ดังนั้นเราต้องพยายามตักของเสียของมันไปทิ้งทุกวัน เพื่อป้องกันปัญหานี้ค่ะ
**ที่สำคัญห้ามลืม โดยเฉพาะน้องแมวเปอร์เซียทั้งหลายที่ขนยาว รวมถึงขนที่ก้นด้วย เพราะของเสียของแมวอาจติดขน ตอนที่มันขับถ่าย ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรใช้สำลีหรือทิชชู่ชุบน้ำเช็ดก้นให้น้องเหมียว และตัดขนตรงก้นให้สั้นๆด้วยนะคะ ไม่อย่างงั้นมันอาจจะเลอะเทอะได้ค่ะ

แมวไม่ยอมกินอาหารเม็ดทำไงดี!!!

หลังจากที่เราเลี้ยงแมวมาพอสมควร ก็เริ่มสังเกตว่า แมวเราบางทีไม่ยอมกินอาหารเม็ด กลับตื่นเต้นกลับอาหารกระป๋องมากกว่า ทำให้บางครั้งพอเราให้กินอาหารกระป๋องแล้วก็จะไม่ยอมกินอาหารเม็ดอีกเลย แต่ปัญหาสำคัญคือ อาหารกระป๋องมันแพงกว่าอาหารเม็ดมาก.... ทำยังไงให้แมวหันมากินอาหารเม็ดดีหล่ะ
อย่างแรก เราต้องรู้ปัญหาก่อน ว่าทำไม่เจ้าเหมียวไม่ยอมกินอาหารเม็ด เราคิดว่าปัญหาคือ มันเหมือนเรากินขนม ถ้าบังคับให้เรากินขนมไปเรื่อยๆ มันก็อิ่มนะ แต่มันจะเบื่อ เหมือนแมวโดนบังคับให้กินขนมจนเบื่อ พอได้กลิ่นเนื้อสัตว์หอมๆ ที่เป็นเนื้อจริงๆ ก็ย่อมจะติดใจเป็นธรรมดา แต่เราคงจะตามใจเจ้าเหมียวให้กินอาหารกระป๋องตลอดเวลาคงไม่ได้ บางครั้งอาจต้องให้กินสลับกัน เรามีวิธีที่จะทำให้แมวกลับมากินอาหารเม็ดได้อีกครั้งหนึ่ง ด้วยการเอาอาหารกระป๋องคลุกกับอาหารเม็ด แล้วมื้อต่อๆไปค่อยๆลดปริมาณอาหารกระป๋องลง จนเหลือแต่อาหารเม็ด ไม่นาน แมวของเราก็จะกินอาหารเม็ดได้เอง...